MCP: โลกใหม่ของการเชื่อมต่อระบบสารสนเทศในยุค AI (มุมมองเชิงแนวคิดของมหาวิทยาลัย)

Gemini Generated Image 5scb8d5scb8d5scb

ภาพที่ 1: การผสานรวมระหว่างธรรมชาติ เทคโนโลยี และ AI (Model Context Protocol) 

ที่มา: สร้างโดย AI

              ในช่วงระยะหลังมานี้ วงการเทคโนโลยีสารสนเทศเริ่มมีการกล่าวถึงคำว่า “อวสาน API” ควบคู่กับการมาถึงของแนวคิด Model Context Protocol (MCP) แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะฟังดูรุนแรง แต่ในทางวิชาการ MCP ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแทนที่ Application Programming Interface (API) หากแต่เป็นแนวคิดที่ช่วยยกระดับการเชื่อมต่อระบบสารสนเทศให้สอดคล้องกับบริบทของการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มากยิ่งขึ้น

  • API กับบริบทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

             ในบริบทของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ API ยังคงเป็นกลไกหลักในการเชื่อมต่อระบบสารสนเทศภายใน เช่น ระบบทะเบียนนักศึกษา ระบบบุคลากร ระบบการจัดการเรียนการสอน และระบบสารสนเทศเฉพาะทางของหน่วยงานต่าง ๆ เมื่อมีการพัฒนาระบบใหม่ หน่วยงานภายในมักร้องขอให้จัดทำ API เพื่อใช้ตรวจสอบสถานะผู้ใช้งานว่าเป็นบุคลากรหรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหรือไม่ แนวทางดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ในเชิงเทคนิคได้ แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดภาระด้านการดูแลรักษาและความซ้ำซ้อนของการพัฒนา API

  • Model Context Protocol (MCP) คืออะไร

             Model Context Protocol หรือ MCP เป็นแนวคิดและมาตรฐานที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อโมเดล AI กับแหล่งข้อมูลหรือเครื่องมือภายนอก โดยให้ความสำคัญกับการอธิบายบริบทและความสามารถของระบบ (capability-based interaction) มากกว่าการเรียกใช้งาน endpoint แบบตายตัว MCP ช่วยให้ AI สามารถเลือกใช้เครื่องมือหรือข้อมูลได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของคำถามหรือภารกิจที่ได้รับ

  • MCP กับการเปลี่ยนมุมมองการเชื่อมต่อระบบ

             แนวคิดของ MCP เปลี่ยนบทบาทของระบบจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการ API ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการความสามารถเชิงความหมาย ระบบสามารถประกาศความสามารถที่มีอยู่โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดเชิงโครงสร้างของฐานข้อมูลหรือระบบภายใน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ AI ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างหลายระบบ

  • แนวคิดการประยุกต์ใช้ MCP ในสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ (เชิงแผนในอนาคต)

             แม้ในปัจจุบันการพัฒนาระบบสารสนเทศของมหาวิทยาลัยยังคงอาศัย API เป็นหลัก แต่ MCP สามารถถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดเชิงแผนในอนาคต เช่น การจัดทำ MCP Server กลางของมหาวิทยาลัยเพื่อประกาศความสามารถพื้นฐานด้านการยืนยันสถานะบุคลากรและนักศึกษา การตรวจสอบบทบาทผู้ใช้ หรือการสนับสนุนระบบอัจฉริยะ เช่น ระบบเช็คชื่อเข้าเรียนด้วยการจดจำใบหน้า ที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลนักศึกษา อาจารย์ รายวิชา และภาคการศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนา API เฉพาะสำหรับทุกกรณีการใช้งาน

         บทสรุป

         MCP ไม่ใช่จุดจบของ API แต่เป็นแนวคิดที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของการพัฒนาระบบสารสนเทศไปสู่ยุคที่ AI มีบทบาทสำคัญมากขึ้น สำหรับมหาวิทยาลัย MCP อาจยังอยู่ในระยะของการวางแนวคิดและการเตรียมความพร้อม แต่การทำความเข้าใจแนวทางนี้ตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้การพัฒนาระบบในอนาคตเป็นไปอย่างมีทิศทาง ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีสมัยใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิณาภัณฑ์ นิธิยุวิทย์
รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์

เอกสารอ้างอิง (References)

1. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน). (2566). แนวทางการพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐ. กรุงเทพมหานคร.

2. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). นโยบายและแผนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. กรุงเทพมหานคร.

3. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล. (2565). แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ. กรุงเทพมหานคร.

4. Fielding, R. T. (2000). Architectural styles and the design of network-based software architectures. Doctoral dissertation, University of California, Irvine.

5. Kleppmann, M. (2017). Designing data-intensive applications: The big ideas behind reliable, scalable, and maintainable systems. O’Reilly Media.

6. Russell, S., & Norvig, P. (2021). Artificial intelligence: A modern approach (4th ed.). Pearson.

7. OpenAI. (2024). Model Context Protocol (MCP) specification. Retrieved from OpenAI official documentation.

8. W3C. (2023). Web APIs and semantic interoperability. World Wide Web Consortium.

5/5 - (1 vote)